[Fic Utapri] Feeling = Meaning [20] (RenMasa)

posted on 19 Mar 2013 15:06 by onimizu
 
 
Fan-fiction Uta no Prince-sama
 
Title : Feeling=Meaning
Author : OnimizU
Pairing : Ren x Masato
Genre : Drama
Rate : PG-13
 
Warning : Jinguji Ren!! (?)
 
 
 
แม้กาลเวลาจะเดินต่อไปข้างหน้าอยู่ตลอด
แต่บางสิ่งกลับถูกหยุดนิ่งไว้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป
 
 
[1] [2] [3] [4] [5] [6] [7] [8] [9] [10] [11] [12] [13] [14] [15] [16] [17] [18] [19]
 
 
 

[Chapter 20]

 

                ถ้อยคำอวยพรประโยคแล้วประโยคเล่าจากทั้งคนที่รู้จักและไม่รู้จักผลัดกันส่งต่อไมโครโฟนแสดงความยินดีกับว่าที่คู่บ่าวสาว จนกระทั่งว่ากลายเป็นงานเลี้ยงฉลองก่อนงานแต่งงานแทนการเลี้ยงส่งท้ายปีของบริษัทในเครือไปเสียแล้ว ทั้งสองได้แต่ขยับยิ้มรับและกล่าวขอบคุณ ไม่ได้คาดการณ์ไว้เลยว่าจะมาเจอเรื่องชวนประหลาดใจแบบนี้ กว่าจะหมดคนสุดท้ายก็ใช้เวลาร่วมเกือบสิบนาที ทางฝ่ายผู้ใหญ่เองต่างยิ้มแย้มแบะคุยกันอย่างถูกคอพร้อมทั้งชูแก้วขึ้นเชิญชวนให้ผู้ร่วมโต๊ะฉลองแก่คู่ที่ได้แต่ขยับยิ้มบางๆส่งกลับไป

 

เพื่อสิ่งที่ดีที่สุดของตระกูล.. พวกเขารู้ดี..

 

ชายหนุ่มหันมองใบหน้าของหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างตัวเอง ใบหน้าที่เหมือนจะสดใส ใช่ว่าเขาจะดูไม่ออก..เพราะนัยน์ตาคนเรานั้นไม่สามารถจะโกหกความรู้สึกที่แท้จริงได้ แววตาคู่นั้นกำลังเศร้า..ขณะมองญาติผู้ใหญ่กำลังเฉลิมฉลองกันอย่างมีความสุขตรงหน้า มือเย็นเฉียบที่กุมมือของเขาเอาไว้แน่น..เพียงต้องการที่ยึดเหนี่ยวจิตใจที่กำลังสั่นคลอนและอ่อนแอในตอนนี้

 

ระหว่างเขาและเธอ ไม่ได้มีสิ่งที่เรียกว่าความรักเหมือนคู่อื่นที่กำลังจะแต่งงานกัน ฮิจิริคาวะรู้ดีว่าเป็นหน้าที่..แต่ก็อดที่จะสงสารอีกคนไม่ได้ ถึงแม้คู่หมั้นของเขาจะไม่ได้มีคนรักหรือรักใครคนอื่นอยู่ก็ตามที แต่การที่ถูกบังคับให้มาใช้ชีวิตที่เหลือร่วมกับคนที่แทบไม่ได้มีสัมพันธ์ใดๆกันเลย ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยหรือพบหน้าก็แทบจะนับครั้งได้ ความรู้สึกในตอนนี้ของตัวเธอก็คงจะเหมือนกับที่ตัวเขาเป็นอยู่

 

อาหารในจานตรงหน้าไม่ได้ถูกแตะเลย รวมทั้งช้อนและส้อมที่วางอยู่แบบเดิม ฮิจิริคาวะแอบถอนหายใจเบาๆ ไม่ใช่ว่าของไม่ถูกปาก..แต่เขาไม่รู้สึกหิวเลยสักนิด จะว่ากินไม่ลงก็ว่าได้

 

                “ท่านพี่.. ไมตักมาเผื่อด้วยล่ะค่ะ” เสียงของเด็กสาวผู้เป็นน้องพูดขึ้นขณะเดินเข้ามาพร้อมจานในมือที่ใส่ของหวาน แต่ดูเหมือนจะตักมาเยอะเกินไปจนเกือบจะล้น

 

                “อะ..มีของพี่สาวด้วยค่ะ” ไมหันไปทางหญิงสาวอีกคนที่นั่งอยู่ข้างๆพี่ชายก่อนที่จะขยับยิ้มกว้างแล้ววางจานไว้บนโต๊ะ เธอเดินไปนั่งที่เก้าอี้อีกตัวด้านข้างพี่ชายของเธอ

 

เมื่อทั้งสามคนนั่งอยู่ติดกันคู่หมั้นของเขาก็หลุดขำเล็กๆเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้

 

                “จะว่าไป..มีคนเคยบอกว่าเหมือนเป็นสามพี่น้องกันมากกว่าด้วยล่ะค่ะ..” เธอยกมือขึ้นป้องปากพลางพูดกลั้วหัวเราะ จะว่าเธอดูคล้ายกับน้องสาวบ้านฮิจิริคาวะก็คล้ายอยู่ ทั้งภายนอกและลักษณะท่าทางแต่ก็ยังสามารถแยกออกกันได้

 

                “เหมือนจริงๆหรอคะ?” ไมทำหน้าแปลกใจเล็กน้อยก่อนที่จะมองพี่ชายและอีกคนสลับไปมา

 

                “แต่เขาก็แค่พูดเล่นเองแหละนะไมจัง” คู่หมั้นของพี่ชายลูบไปตามเส้นผมยาวสีเข้มของเธอเบาๆแล้วขยับยิ้ม

 

ฮิจิริคาวะเพียงหัวเราะเบาๆมองสองสาวที่เริ่มจะสนิทสนมกัน เขากับอีกฝ่ายพยายามทำเหมือนทุกอย่างปกติดี..แม้กระทั่งไมก็ยังไม่รู้ว่าอันที่จริงแล้ว..ทั้งคู่ไม่ได้รู้สึกอะไรต่อกันเลย

 

                “แต่อีกไม่นานไมก็จะมีพี่สาวเพิ่มมาในครอบครัวแล้วจริงๆนี่คะ” ท่าทางของไมดูเหมือนจะตื่นเต้นและยินดีมากเลยทีเดียว เธอคว้ามือของทั้งสองคนมากุมเข้าไว้ด้วยกันพร้อมกับเงยหน้าขึ้นยิ้มกว้าง

 

                “ไมดีใจมากๆเลยล่ะค่ะ ขอให้มีความสุขมากๆนะคะ ท่านพี่ทั้งสองเหมาะสมกันมากเลยจริงๆค่ะ”

 

เหมาะสมกันมาก..จริงๆ..

 

ฮิจิริคาวะชะงักไปครู่หนึ่ง ถ้อยคำอวยพรทั้งหลาย..ก็ล้วนมีคำนี้ ..แต่เสียงของบุคคลที่พูดคำนี้ที่ก้องเข้ามาในหัวของเขา..กลับเป็นคนแรกที่เปิดการอวยพร

 

ทั้งที่..พยายามจะให้เขายกเลิกงานแต่งน่ะหรือ

 

จะว่าไป..ตอนแรกที่เขาเห็นหมอนั่นขึ้นไปอยู่บนเวทีก็แปลกใจ ไม่คิดว่าจะมาอวยพรให้กับเขา ไหนจะเพลงที่เล่นในตอนนั้นอีก..จะต้องมีการเตรียมการไว้ก่อนอย่างแน่นอน แต่ท่าทางประหม่าตอนที่กำลังยืนอยู่บนนั้นคนอย่างจินงูจิ เร็น ไม่มีทางตื่นเวที.. เขาไม่ได้สบตาอีกฝ่ายเลยตลอดเวลาที่เพลงกำลังถูกบรรเลงจึงไม่รู้มีสีหน้าแบบไหนหรือกำลังมองไปทางใด

 

แต่ทว่าสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกขัดอยู่ในใจมากที่สุด..คือเสียงเพลงที่ได้ยิน..ทั้งที่ท่วงทำนองนั้นผู้ฟังควรจะรู้สึกมีความสุข แต่เขากลับไม่ได้รู้สึกแบบนั้นเลย..เพราะอะไรกันนะ..

 

                “ท่านพี่?” เด็กสาวชะเง้อโผล่ใบหน้าขาวมามองคนเป็นพี่ที่นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่จนผิดสังเกต มาซาโตะเพิ่งจะรู้สึกตัวว่ามือของเขาถูกปล่อยแล้วและตอนนี้ตัวเขากำลังถูกสายตาสองคู่จ้องอยู่

 

                “มีอะไรหรอไม?” มาซาโตะส่งเสียงตอบด้วยคำถาม

 

                “ไมเห็นท่านพี่เงียบไปนานน่ะค่ะ..ท่านพี่เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?” ไม่ใช่แค่ผู้ถามแต่อีกคนที่นั่งข้างๆก็มีสีหน้าที่แสดงถึงความเป็นห่วง

 

                “แค่..เผลอนึกอะไรนานไปหน่อย..”

 

ทั้งที่เป็นเรื่องแค่นั้น..กลับดึงให้เขาจมอยู่ในความคิดตัวเองได้นานขนาดนี้เลยหรือ?

แต่จะด้วยเหตุผลอะไรก็ช่าง.. ต่อจากนี้..ก็คงไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว

 

                “ไม่ต้องห่วงหรอกนะ ไม่มีอะไรหรอก..” ฝ่ามือยกขึ้นลูบศีรษะของน้องสาวด้วยความอ่อนโยนเช่นเดียวกับรอยยิ้มที่วาดขึ้นบนริมฝีปาก มาซาโตะก็บอกตัวเองว่า ‘ไม่มีอะไรหรอก’ เช่นกัน..

 

เพราะคง ‘ไม่มีอะไร’ ที่จะสามารถให้ความสำคัญมากไปกว่าหน้าที่อีกแล้ว

 

ในเมื่อชีวิตของเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกเส้นทางใดๆนอกเหนือไปจากทางที่ถูกท่านพ่อขีดเอาไว้ให้..เขาก็ควรที่จะเดินตามเส้นทางนั้นไปโดยไม่อาจปฏิเสธ เป็นเพียงสิ่งเดียวที่เขาจะต้องนึกไว้อยู่เสมอและปฏิบัติตาม

 

เรื่องเล็กน้อยพรรค์นั้น.. ก็เหมือนไม่มี ‘อะไร’ ที่จะทำให้มี ‘ความหมาย’ ต่อเขา

 

 

 

                ฮิจิริคาวะกำลังเดินเข้าไปในอาคารของบริษัทประจำตระกูลดั่งเช่นทุกวัน แต่วันนี้อาจจะแตกต่างไปบ้างเพราะมีผู้ที่ร่วมทางมาด้วยกันพร้อมกับเขา คู่หมั้นของเขาเองก็มีงานใหม่ที่ได้รับมาจึงขอติดรถมาด้วยกัน เขาเองไม่ได้ถามถึงรายละเอียดมากนักเพราะเรื่องงานก็เป็นส่วนของแต่ละคน และเขาก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานที่ส่วนที่เธอทำอยู่ด้วย รู้แค่ว่าเป็นงานออกแบบโฆษณาก็เท่านั้น

 

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกไม่ใช่หรือ..ที่พวกเขาสองคนจะมาพร้อมกัน?..ทำไมสายตาเกือบทุกคนก็มองมาทันทีที่ก้าวพ้นประตูเข้ามาด้านใน สำหรับในมุมมองของคนอื่นแล้วคนที่เป็นคู่หมั้นกันเดินด้วยกันไม่เห็นจะเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นตรงไหนเลยนี่นา เดินมาด้วยกันสักพักอีกฝ่ายก็ขอแยกไปอีกทาง ส่วนเขาก็เดินตรงต่อไปยังห้องทำงาน

 

                “อรุณสวัสดิ์ครับท่านฮิจิริคาวะ” เสียงพนักงานที่อยู่แถวนั้นพอดีเอ่ยทักขึ้นก่อนที่เขาจะรับคำแล้วทักกลับไปด้วยคำเดียวกัน

 

                “อรุณสวัสดิ์” ก็แค่ทำทุกอย่างเหมือนกับทุกวันที่ผ่านมา

 

 

               น้ำหนักตัวถูกทิ้งลงบนเก้าอี้หนัง แผ่นหลังเอนพิงลงไปก่อนที่จะผ่อนลมหายใจออกอย่างช้าๆ ฮิจิริคาวะเหล่สายตาลงมาแฟ้มงานตรงหน้าแต่ยังไม่คิดที่จะเปิดดู แค่ทำเหมือนเคย..เหมือนทุกครั้ง.. ทุกอย่างก็เหมือนเดิม แต่ทำไมยังเหมือนมีอะไรที่ค้างคาอยู่กันนะ รู้สึกเหมือนมีสิ่งที่ผิดแปลกไปจากทุกที..

 

แรงสั่นสะเทือนสร้างเสียงจากการไถลไปบนโต๊ะ เพราะเป็นที่ทำงานจึงเลือกที่จะปรับโหมดโทรศัพท์พกพาให้อยู่ในระบบสั่นแทน ถ้าเป็นเรื่องงานทั่วไปแล้วล่ะก็..ทำไมถึงไม่ติดต่อเข้ามาทางโทรศัพท์ในห้องของเขากัน?

 

หรือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ?

 

ฮิจิริคาวะมองชื่อที่โทรเข้ามาก่อนที่จะกดรับอย่างไม่ลังเลเลย

 

                “ไม?” เขาเอ่ยด้วยชื่อของปลายสายเป็นเชิงถามว่ามีเรื่องอะไร นิ่งเงียบอยู่นานจนเริ่มสงสัย เขากำลังจะเรียกอีกครั้งแต่แล้ว..สิ่งที่ดังออกมาคือ..สิ่งเขาหวังเป็นอย่างสุดท้ายที่จะได้ยินจากอีกคน..

 

เสียงร้องสะอื้น... ที่เป็นลางบอกเหตุที่ต้องโทรมาหาอย่างกะทันหันแบบนี้...

 

ว่าต้องเป็นเรื่องที่ไม่น่ายินดีอย่างแน่นอน

 

 

               ภาวะเร่งรีบในเส้นทางจราจรถือว่ายังน้อยไปถ้าเทียบกับความร้อนใจของผู้ขับขี่ ไอความร้อนระเหยลอยขึ้นมาจากฝากระโปรงรถ ยางล้อจอดแนบบนเส้นขีดไว้สนิทพอดี สูทตัวนอกถูกถอดทิ้งเอาไว้ในรถ ส่วนเจ้าของนั้นกำลังวิ่งตรงไปยังหมายเลขห้องในโรงพยาบาลตามที่ได้ยินมาจากปลายสาย สีหน้าของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความวิตกกังวล เสียงหอบหายใจจากอาการเหนื่อยไม่ได้อยากทำให้เขาหยุดพักเลยแม้แต่น้อย

 

จนกว่าจะถึงหน้าห้องที่กำลังตามหา บานประตูถูกผลักเข้าไปด้านใน มาซาโตะแทบจะทรุดอย่างหมดแรงอยู่ข้างหน้าห้องนั้น สายตาของเขาจ้องไปยังสองคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆเตียง น้องสาวของเขาหันมามองก่อนที่จะวิ่งจนเกือบเรียกได้ว่าถลาเข้ามาหา

 

               “ท่าน...พ่อ..ท่านพ่อเป็นยังไงบ้าง?” พยายามถามออกไปทั้งที่ยังหายใจได้ไม่คล่อง

 

               “คุณหมอบอกว่าแค่หน้ามืดเฉยๆค่ะ ไมแค่ตกใจเกินไปเพราะเป็นท่านพ่อล้มลงไป..ไมขอโทษที่ทำให้ท่านพี่ตกใจด้วย..” สีหน้าของไมแสดงความสำนึกผิด เขาลูบลงบนศีรษะอย่างปลอบโยนเป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไร

 

ร่างของผู้เป็นพี่เดินก้าวเข้ามาใกล้เตียงในห้องโยมีน้องสาวเป็นคนช่วยพยุงอยู่ด้านข้าง มาซาโตะวางมือลงบนราวข้างเตียงนอนก่อนที่จะเงยมองผู้เป็นพ่อ

 

                “ไม่เป็นอะไรใช่หรือเปล่าครับ” เขาสังเกตได้ว่าจากนัยน์ตาที่มักจะเคร่งขรึมนั้นเปลี่ยนไป.. ท่านขยับยิ้มบางออกมาแต่ไม่ได้สบตาเขาตรงๆขณะที่เอ่ยตอบ

 

                “แค่เป็นไปตามอายุน่ะ..” เสียงทุ้มเครือแทบเหือดแห้ง เบาแผ่วเสียจนชวนให้ใจหาย เรี่ยวแรงของชายสูงวัยเริ่มจะโรยราไปตามกาลเวลา มาซาโตะกะพริบตาถี่เพื่อกลั้นไม่ให้เห็นน้ำตาที่ถูกสะสมคลออยู่ในเบ้าตั้งแต่ตอนที่ได้ยินข่าวนั้นไหลออกมา รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้อาการหนักมากแต่ก็ยังอดที่จะห่วงไม่ได้

 

แววตาคู่นั้น..ผ่อนลงจนดูอ่อนในแบบที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อน ไม่ได้เจาะจงมองไปยังที่ใดที่หนึ่ง..ก่อนจะเบนมาทางที่ลูกชายยืนอยู่

 

                “อย่างน้อย..ฉันก็ไม่ต้องห่วงเรื่องของแกแล้วสินะ..” ข้าวของเสียงแหบแห้งเอ่ยออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่วาดขึ้นเล็กๆพอสังเกตให้เห็นได้ว่าเป็นเส้นโค้ง

 

                “แต่ก็..อยากจะอยู่จนเห็นหน้าหลาน..อยู่เหมือนกันนะ..” พูดพลางกลั้วหัวเราะแห้งในลำคอ “อา..พูดอะไรแบบนี้..แปลว่าฉันเองก็คงจะอายุมากแล้วจริงๆ” ดวงตาที่สีม่านตาเริ่มหม่นลงนั้นคล้ายกำลังปลงตกอยู่น้อยๆ

 

                “ท่านพ่อ..” มาซาโตะเลื่อนฝ่ามือทั้งสองไปกุมไว้ที่มือข้างขวาของอีกฝ่าย

 

                “จะต้อง..ได้เห็น..แน่นอนครับ..ท่านพ่อออกจะแข็งแรง..” เอ่ยด้วยเสียงที่เริ่มจะเครือเพราะกลั้นไม่ให้สะอื้นออกมา เขาบีบมือที่มีร่องรอยจากการผ่านประสบการณ์มามากกว่าเขาในช่วงชีวิตนั้นไว้เบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่นในประโยคถัดมา

 

                “จะต้องอยู่จนเห็นหลานโตขึ้นมาอย่างแน่นอนครับ!”

 

 

 

               เมื่อผ่านไปสองวันหลังจากที่อยู่รอดูอาการที่โรงพยาบาล ท่านพ่อก็สามารถกลับมาที่บ้านได้ แต่เนื่องด้วยร่างกายไม่สามารถจะทำอะไรได้สะดวกดังเดิมนักงานทุกอย่าง..รวมทั้งตำแหน่งผู้บริหารของบริษัทจึงได้ถูกโอนมายังลูกชายคนโตของตระกูล..ซึ่งก็คือเขา เพราะฉะนั้นแล้วในหัวของเขาตอนนี้..ไม่มีที่ว่างพอสำหรับเรื่องที่จะมากวนใจ สิ่งที่สำคัญและจำเป็นจะต้องคำนึงถึงมากที่สุดไม่ใช่อะไรอื่นที่นอกเหนือไปจาก ‘หน้าที่’ ในฐานะที่เป็น ‘ฮิจิริคาวะ มาซาโตะ’

 

ถึงแม้หลายฝ่ายอยากจะให้จัดงานเลี้ยงฉลองสำหรับผู้บริหารคนใหม่แต่ด้วยตารางงานหลายๆอย่างก็สามารถที่จะหาจุดแทรกได้เลย และอีกอย่างเขาเองก็ไม่ได้ต้องการให้จัดด้วย มีแต่จะวุ่นวายและเสียเวลาไปเสียเปล่าๆ

 

งานส่งท้ายปีเพิ่งจะมีไป..

 

งานเตรียมเปิดตัวสินค้าก็อีกไม่กี่วัน

 

สุดท้าย..ไหนจะงานแต่งงาน..ที่ใกล้เข้ามาไม่ถึงเดือน

 

 

                “มาซาโตะซัง?” เสียงเอ่ยเรียกดังขึ้นมาจากฝั่งตรงข้าม เจ้าของนามเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่กำลังจ้องมาทางเขา ระหว่างกลางมีโต๊ะกลมคั่นอยู่..พวกเขาทั้งสองกำลังอยู่ในร้านอาหารช่วงพักกลางวัน

 

                “เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?” คู่หมั้นของเขาถามอย่างเป็นห่วง เขาเพียงแต่ส่ายหน้าตอบกลับไปแต่จากสีหน้านั้นกลับบอกสิ่งที่ตรงกันข้ามกันอย่างเห็นได้ชัด

 

                “เห็นว่ามาซาโตะซัง..เครียดอยู่..ถ้ามีอะไรก็..ถ้าเกิดว่ามีอะไรที่ฉันพอจะช่วยได้..ก็บอกได้นะคะ”

 

                “ไม่มีอะไรจริงๆครับ..แค่ผม..ยังไม่ค่อยชินกับเรื่องงานก็เท่านั้นเอง..” พยายามปั้นยิ้มให้อีกฝ่ายสลายความกังวลใจ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นฝ่ายถามอีกคนบ้างเพื่อเบนความสนใจ

 

                “ว่าแต่เรื่องงานโฆษณาเป็นยังไงบ้างครับ?”

 

                “ติดต่อเรื่องนายแบบได้แล้วล่ะค่ะ แล้วก็..กำลังจะถ่ายทำช่วงเย็นวันนี้ประมาณสี่ถึงห้าโมงค่ะ” เธอตอบพลางคลี่ยิ้ม

 

                “ช่วงนั้นผมน่าจะทำงานเสร็จพอดี ถ้าไม่เป็นการรบกวน..ผมจะแวะไปหาแล้วรอรับคุณไปส่งเหมือนเดิมนะครับ” บทสนทนากับภาษาที่ใช้ไม่ค่อยจะคล้ายผู้ที่กำลังจะเข้าร่วมพิธีแต่งงานกันเสียเท่าไหร่.. พวกเขาเพิ่งจะเริ่มทำความรู้จักให้สนิทสนมกันมากขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง เริ่มจากการใช้ช่วงเวลาว่างจากงานนั่งคุยกันบ่อยครั้งและช่วยไปรับไปส่ง อย่างน้อยก็ไม่เหมือนว่าเป็นคนไม่คุ้นหน้ากันแบบเมื่อก่อนแล้ว

 

แม้จะเปิดใจเข้าหากันมากเพียงใดแต่ความรู้สึกของทั้งสอง.. ก็ไม่อาจจะให้อีกฝ่ายอยู่ในฐานะคนรักได้..

 

ความสัมพันธ์นี้..อาจกลายเป็นเหมือนพี่น้องกันมากกว่าอย่างที่มีคนเขาพูดเล่นก็ได้

 

 

 

                ทันทีที่จัดการทุกอย่างเรียบร้อย ฮิจิริคาวะยืนตรวจเช็คทุกอย่างซ้ำอีกรอบเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดพลาดก่อนที่คว้าสูทตัวนอกที่วางพาดไว้บนเก้าอี้ขึ้นมาสวม และหยิบโทรศัพท์ใส่เก็บไว้ในกระเป๋ากางเกง เอกสารสองสามแผ่นที่เกี่ยวกับการประชุมของวันพรุ่งนี้ถูกใส่ไว้ในแฟ้มเพื่อนำกลับไปทบทวนต่อที่บ้าน

 

ชายหนุ่มยกข้อมือก่อนที่จะถกแขนเสื้อยาวขึ้นมาเล็กน้อยเพื่อมองหน้าปัดนาฬิกา เขาเดินตรงไปที่รถอย่างไม่ต้องเร่งรีบนักเพื่อเตรียมไปยังสถานที่ถ่ายทำโฆษณา

 

 

                เมื่อก้าวลงมาจากรถที่จอดดีแล้วสิ่งที่ทำให้ต้องเพ่งสายตาไปมองคือรถรุ่นคุ้นตา..แต่สีไม่คุ้น ขณะเดินอ้อมมาอีกด้านต้องมุ่นคิ้วนึกทันทีที่เห็นเลขทะเบียนรถคันนั้น

 

คลับคล้ายคลับคลา..เสียเหลือเกิน..บังเอิญหรือไงกัน?

 

แต่สตูดิโอที่นี่..ไม่ได้มีแค่ห้องเดียวเสียหน่อย..

 

มาซาโตะรู้สึกถึงแรงเต้นระรัวอยู่ข้างในอกขณะที่เดินเข้าใกล้ห้องถ่ายทำเบื้องหน้า เหมือนถูกแรงดันกำลังบีบคั้นร่างยามที่ฝ่ามือแตะลงที่บานประตู ชื้นเหงื่อท่วมไปหมด.. นานอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะตัดสินใจผลักเข้าไปด้านใน

 

ไม่น่าจะแปลกใจ..กับสิ่งที่เรียกว่าความบังเอิญนี้เลย

 

ทั้งที่ควรจะชินเสียได้แล้ว..

 

ดวงตาคู่ที่เบิกกว้างไม่ใช่เพียงนัยน์ตาสีฟ้าใสของเขาเท่านั้น ของชายร่างสูงที่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงสปอร์ตไลท์ที่สาดส่องเข้ามาจากทุกทิศนั่นเองก็เช่นกัน..

แต่ก็ควรจะเลิกเจอกันแบบนี้เสียที..

 

                “จินงูจิ..”




-TBC.-


อา..ในที่สุดฟิคก็ขึ้นเลข2กับเขาซะที..

-------------------------------------

โซนช่วยประชาสัมพันธ์ค่า

Secret Utapuri 2nd ~!!

เปิดรับสมัครผู้เล่นกิจกรรมตั้งแต่วันที่ 17-27มีนาคมนี้นะคะ♥

เล่นกันเยอะๆน้า~

ปล.ไปทะเล21-23นี้♥

- โอนิ

Comment

Comment:

Tweet

...........................*ช็อคค่ะ =A=*
ถึงมาสะจัง เลิกกะแม่หนูนั่นซะแล้วกลับไปหาจงจร.เถอะ //จากไปแบบงงๆ

#3 By Kusoneko Nyan on 2013-03-28 23:10

จงจร.เอ๋ย คุณคู่หมั้นใช้บริการสินะ มาสะจังจะหึงใครดีล่ะนี่
อาาาาาาาาาาาาห์ กลิ่นดราม่า(สำหรับจงจร.)โชยขึ้นเรื่อยๆ

เค้่ชอบตอนนี้นะ รู้สึกว่าไม่สั้นเท่าไหร่ แต่จบตอนไเ้ค้างมาก หงึกกกกกกกกก O<-<

มาต่อเร็วๆเถอะโอนิ พลีสสสสสสสสสสสสสสสส

ปล. โอนิไปลงชื่อซีเครทปะ! เค้าจะไปลงแล้วนะ!