Fan-fiction Utapri

 

Title : Majestic Spiky's collar

Pairing : Camus x Kurosaki Ranmaru

Genre : AU, Drama(little)

Note : อ้างอิงธีมหลักจาก Joker Trap

[1][2][3] 

 

[4]

 

ไร้การตอบกลับ..


               คิ้วคู่บนใบหน้าชายผมยาวขมวดกว่าปกติ สีหน้าที่มักเคร่งขรึมอยู่ตลอดนั้นแสดงออกถึงความเป็นกังวล ปลายนิ้วยาวที่ซึ่งสวมทับไว้ด้วยถุงมือหนังดำเงาเลื่อนไปสัมผัสยังจออีกครั้งเพื่อติดต่อไปยังปลายสัญญาณ นัยน์ตาใต้เลนส์แว่นหรี่จ้องมองรูปคลื่นสัญญาณบนจอภาพโฮโลแกรมอยู่ราวๆสองสามนาที เสียงสายที่ถูกตัดอีกครั้งเนื่องจากไม่มีการตอบรับดังขึ้นทำให้ต้องถอนหายใจ

เขาคงไม่ต้องมานั่งทำอะไรซ้ำๆอยู่แบบนี้หรอกถ้าหากเครื่องติดตามที่อยู่กับอีกฝ่ายนั้นยังใช้การได้อยู่ มาเจสติกสเปดย้อนนึกไปถึงตอนเช้าที่เมื่อตื่นมาก็พบว่าคุโรซากิได้หายไปแล้ว ทั้งๆที่ทุกวันจะมานั่งทำหน้าเบื่อโลกใส่รับมื้อเช้าแท้ๆ

ทีแรกก็คิดอยู่หรอกว่าอาจจะออกไปข้างนอก แต่..พอเริ่มใกล้เวลาปฏิบัติงานตามแผนที่วางไว้ยังไม่เห็นแม้แต่วี่แววเงาหัวของอีกฝ่ายเสียได้ สังหรณ์ของเขาทำให้ตัดสินใจเปิดดูเครื่องติดตามที่เขาเป็นคนบังคับให้อีกฝ่ายพกติดตัวไว้ตลอด แต่ทว่า..กลับต้องแปลกใจเมื่อต้นสัญญาณนั้นหายไปเสียดื้อๆไม่ว่าจะปรับความถี่ค้นเท่าไหร่ก็ตาม ทั้งละแวกใกล้ๆหรือที่ไกลๆ

ท้ายที่สุด..ก็พบว่ามันถูกทำลายแล้วทิ้งไว้ในถังขยะห้องเจ้าตัว และอีกอย่างที่เขาได้ข้อมูลเพิ่มเติมมาก็คือคุโรซากิไม่ได้เพิ่งออกไปในตอนเช้าแต่เป็นตั้งแต่เมื่อคืนต่างหากเพราะสังเกตได้จากเตียงนอนที่ยังคงสภาพเดิมไม่มีรอยยุบลงไปและในห้องน้ำที่พื้นแห้งสนิท ซึ่งบ่งบอกได้ว่าไม่ให้ถูกใช้ในตอนเช้าเป็นแน่

เมื่อเดินสำรวจดูรอบๆจนกระทั่งมาถึงที่โต๊ะเล็ก เขาหยิบตลับใส่คอนแทคเลนส์ที่อีกฝ่ายจะต้องใส่ก่อนออกไปปฏิบัติภารกิจเป็นประจำขึ้นมา น้ำหนักที่อยู่บนฝ่ามือทำให้เดาได้ว่าเลนส์ไม่ได้ถูกนำออกไปใส่ เลนส์ชนิดนี้ช่วยให้มองเห็นได้อย่างสะดวกแม้ในที่แสงน้อยหรือในที่มืดก็ตาม เนื่องจากเวลางานของพวกเขานั้นเป็นช่วงกลางคืนเพื่อให้มองได้เห็นชัดเจนจึงต้องสั่งทำขึ้นมาพิเศษสำหรับกรณีนี้โดยเฉพาะ

แต่ถึงกระนั้นก็ไม่พบร่องรอยใดๆที่จะช่วยบอกได้ว่าคุโรซากิหายไปไหน

ในเมื่อตามตัวด้วยวิธีไหนไม่ได้ในตอนแรกคิดว่าอาจจะต้องขอความร่วมมือจาก ‘เบื้องบน’ แต่หากถูกสอบถึงเรื่องพฤติกรรมของคุโรซากิที่มีท่าทีแปลกไปเมื่อสองสามวันมานี้..เรื่องอาจจะไม่จบอยู่แค่นั้น

ยังไม่นับเรื่องข้อมูลเรื่องเกี่ยวกับบริษัทที่เพิ่งลอบไปเอามาได้ถูกคัดลอกไปในตอนที่เขาเช็คประวัติการใช้งานของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซ้ำยังเรื่องเก่าๆในตอนที่คุโรซากิเพิ่งเข้ามาที่นี่

ประกอบกันทุกอย่างข้อสรุปที่ได้นั้นแม้จะไม่ฟันธงลงไปร้อยเปอร์เซ็นต์ คุโรซากิก็จะถูกจัดอยู่ใน‘ผู้ทรยศ’อย่างไม่ต้องสงสัย

และเพื่อความปลอดภัยขององค์กรแล้ว..ผู้ทรยศจะต้องถูกกำจัดทิ้งอย่างเร่งด่วนที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้

บุรุษผมบลอนด์เอนพิงกับพนักเก้าอี้ก่อนที่ยกนิ้วขึ้นดันแว่นพลางใช้ความคิด

 

ไม่อยากจะยอมรับแต่ลึกๆแล้วกลับภาวนาให้เรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนอย่างที่คิด..บางทีเจ้าบ้าเนื้อนั่นอาจจะแค่เผลอสัปหงกบนรถประจำทางจนนั่งเลยป้ายไปนอกเมือง..

ก็แค่ภาวนาลึกๆไม่ได้คาดหวังอะไรก็เท่านั้น

 

 

ครืด! ครืด! ครืด!

เสียงขูดกับบานประตูด้านมาจากด้านนอก นัยน์ตาอความารีนเหลือบจ้องไปทางต้นเสียง คามิวถอยหายใจอีกครั้งก่อนที่จะลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วจึงเดินไปเปิดประตูแล้วย่อตัวลงต้อนรับผู้ที่เข้ามาเยือน

               “มีอะไรอย่างนั้นรึอเล็กซานเดอร์?” ฝ่ามือเอื้อมลงลูบเบาๆที่ขนสลวย บอซอยด์ขนยาวแหงนขึ้นจ้องใบหน้าผู้เป็นเจ้าของ น่าแปลกที่แววตาใสนั้นมองมาอย่างหดหู่ชอบกล..

หงิง..

เสียงครางเบาๆก่อนที่เจ้าตัวจะหมอบนอนลง ใบหูลู่ลงแนบไปบนพื้นแต่สายตายังคงช้อนมองมาที่เขาอยู่

..ฤาจะคิดถึงคนที่แปรงขนให้เจ้าทุกเช้า..?

เพียงแค่คิดแต่ไม่ได้พูดออกไป..

 

จะว่าไปแล้ว.. บังอาจนัก..ทิ้งหน้าที่การงานแถมยังทำให้สุนัขของข้ามีสภาพเยี่ยงนี้อีก..
 

คงจักต้องอบรมเจ้าใหม่เสียแล้ว.. เช่นนั้นแล้วจงรีบเสนอหน้าของเจ้ากลับมาเสียทีคุโรซากิ


               เงาดำถอดยาวสนิทเชียบกลืนไปกับยามราตรี ไร้การเคลื่อนไหวใดๆให้กลุ่มการ์ดในชุดเครื่องแบบเบื้องหน้าจับสังเกตได้ ขาของแว่นเลนส์สีเข้มถูกขยับให้ถนัดสายตาเพื่อจดจ้องภาพกับข้อมูลที่ฉายบนฝั่งที่มีเพียงผู้สวมเท่านั้นที่จะเห็นได้ นัยน์ตาสีเทานิ่งสงัดกว่าทุกครั้งหากแต่ฝังลึกในแววอาฆาตที่คุกครุ่นซึ่งถูกข่มเอาไว้อยู่

[STATUS : LOAD..| ]

เพ่งสลับระหว่างเลนส์มอนิเตอร์กับการเคลื่อนไหวเบื้องหน้า.. สายตาคมจดจ้องทุกอิริยาบถและขนาดร่างรวมทั้งระยะห่าง ขยับเล็กน้อยให้เท้าทั้งสองยืนเตรียมพร้อมที่จะพุ่งตัวออกไปได้ทุกเมื่อ ปืนพกซึ่งสวมด้วยที่เก็บเสียงกำชับไว้อยู่ในมือขวาในตอนนี้ปลดเซฟตี้ไว้เรียบร้อย เขารอเพียงแค่สัญญาณ..

ที่รอให้เจาะเข้าระบบความปลอดภัยเพื่อตัดสัญญาณกล้องวงจรปิด

รอเพียงไม่นาน..

[STATUS : READY ]

ร่างโปร่งกระโจนออกจากซอกกำแพงซึ่งเป็นมุมอับ ความรวดเร็วที่กว่าคนอื่นจะทันรู้ตัวนั้นปลายนิ้วก็ลั่นไกจนร่างล้มลงนอนแน่นิ่งไปที่พื้นเรียบร้อยแล้วสามคน ทิ้งเพียงอีกสองให้ยืนตกใจตาเบิกโพลง ไม่ทันได้คืนสติคว้าปืนที่เหน็บที่ข้างลำตัวขายาวก็วาดขึ้นเตะปัดให้ปืนที่มือกำลังกุมขึ้นมาขึ้นหลุดกระเด็นไภลไปตามพื้น ส่วนอีกคนที่ด้านหลังก็ถูกศอกตีเข้าที่ลำคอจนต้องถอยกรูดไปสำลัก เหลือบมองสบเพียงเพียงตาคู่สีเทาลอดผ่านใต้เลนส์ก็รับรู้ความเย็นยะเยือกวาบแต่ได้เพียงวินาทีกระสุนอีกนัดก็ถูกยิงออกมาจนทำให้ภาพดับวูบลง

 

               “กะ-แก!” ไม่ทันให้สิ้นซึ่งพยางค์ฝ่ามือเอื้อมคว้าบีบเข้าที่กรามก่อนจะแนบลำปืนชิดที่ใต้คาง ไร้ซึ่งความปรานีหรือลังเลใดๆ ดังเพียงให้ผู้ลั่นไกได้รู้ว่าเป้าหมายสุดท้ายได้ร่วงลงไปกองที่พื้นแล้ว เลือดกระเซ็นสวนขึ้นก่อนจะหยดลงย้อนเส้นผมสั้นสีเงิน ไหลลามลงผ่านใบหน้าขาว ปลายลิ้นตวัดขึ้นเลียหยาดสีชาด รสเหล็กคาวที่เคยคุ้นชิน..

 

               หมาล่าเนื้อยังไงก็ไม่ทิ้งสัญชาตญาณ..
 

เสียงที่ดังจากหูฟังขนาดเล็กเรียกสติให้คืนกลับดังเดิม ถ้อยคำนั้นคล้ายจะเอ่ยชม..ก็แค่คล้าย

ตอกย้ำถึงตัวตนของเขาให้ยิ่งนึกรังเกียจขึ้นมาเสียมากกว่า.. 

ราวกับสัญชาตญาณสัตว์ร้าย.. ที่เคลื่อนไวเข้าปลิดชีพเหยื่อเพียงวินาที

 

               “อย่าพูดมาก..” กระซิบตอบกลับไปยังไมโครโฟนซึ่งประกอบรวมอยู่ด้วยกัน

 

               โอ๊ะ..อย่าดุนักสิแค่คุยคลายเครียดเท่านั้นเอง คงไม่ลืมสถานะตัวเองนะครับ

 

ขยับกำปืนในฝ่ามือแน่นต้องพยายามข่มอารมณ์ตัวเองไว้.. สภาพตอนนี้ตกอยู่เป็นเพียงเบี้ยล่างอย่างสมบูรณ์ มากที่สุดคงได้แค่เห่า..หากคิดจะกัดแล้วล่ะก็..

รันมารุกัดฟันกรอดอย่างแค้นใจ

 

               “งั้นก็อย่ากวน.. ฉันจะได้รีบเข้าไปเอา‘ของ’” เค้นเสียงคำรามลอดไรฟันก่อนที่จะตัดสายทิ้งไป

กระบอกปืนเสียบเก็บไว้ข้างเข็มขัด ถุงมือดำถูกดึงให้ตึงขณะเดินไปยังร่างที่นอนกองอยู่บนพื้น เท้ายื่นเขี่ยให้ร่างพลิกหงายขึ้นมา เชาย่อตัวลงเพื่อหยิบบัตรประจำตัวซึ่งห้อยคอก่อนจะกระตุกให้หลุดออกมา

แถบบาร์โค้ดหลังบัตรแข็งแนบลงที่เครื่องแสกน ขายาวทั้งสองก้าวเข้าไปข้างในหลังจากที่บานประตูเลื่อนเปิดออก

ไม่ต่างจากที่คาดสักเท่าไหร่..ด้านในยังมีการรักษาความปลอดภัยอยู่อีกชั้น ในเมื่อ ‘ของ’ มันมีความสำคัญมากถึงขนาดต้องจ้าง..ไม่สิควรเรียกว่าบีบบังคับด้วยวิธีการสุดจะขี้ขลาด..ให้เขามาเอาไป ในเมื่อลูกน้องในองกรณ์ตัวเองก็เยอะแท้ๆ..แต่งานนี้กลับเลือกที่จะ ‘ใช้’ เขา เมื่อไล่มองรอบๆพินิจดูรูปแบบแล้วก็เริ่มที่จะเข้าใจ..

 

งานนี้ไม่ใช่ง่ายๆ..สำหรับพวกที่ไม่ได้ถูกฝึกมาโดยเฉพาะ..

 

หึ.. 

กะใช้ให้คุ้มทุนงั้นสินะ.. 

 

หรือจะให้ถูก.. ไอ้ทุนที่ว่านั่น..ก็คือทั้งชีวิตของเขา

 

 

ถึงจะอย่างนั้น.. 

 

 

               พื้นรองเท้าหนังก้าวเหยียบลงบนพื้นพรมหรู ขณะร่างโปร่งของชายผมสีเงินเดินดุ่มตรงไปยังประตูบานใหญ่ทุกสายตาของบุรุษร่างใหญ่ในชุดสีทึบต่างเพ่งเล็งมองจ้องตลอดทาง เงยขึ้นสบสายตาอยู่ครู่หนึ่งกับผู้ยืนคุมอยู่ข้างหน้ารอเพียงไม่นานหลังจากที่ติดต่อสายกับด้านในจึงได้รับอนุญาตให้เข้าไป

 

ไร้ถ้อยคำเอ่ยทักหรือเรียกจากผู้มาเยือนหรือผู้ซึ่งอยู่ข้างในห้อง เขาก้าวยาวรี่ตรงไปยังโต๊ะใหญ่ สูทผ้าเนื้อดีถูกวางพาดไว้บนพนักเก้าอี้หนัง ส่วนชายวัยกลางนั้นยืนคงยืนหันหน้าจ้องมองที่หน้าต่างบานใหญ่ คุโรซากิล้วงมือลงในกระเป๋าก่อนจะหยิบกล่องขนาดพอดีฝ่ามือออกมาแล้ววางลงบนโต๊ะไม้

เมื่อเห็นว่าหมดธุระแล้วจึงหันหลังกลับเตรียมจะเดินออกไป แต่ทว่า..

 

               “กล้ามากนะ..ที่ตัดสายผมทิ้งน่ะ” สำเนียงสุภาพซึ่งขัดกับน้ำเสียงเอ่ยมาจากคนที่หันใบหน้าเหล่สายตาจ้องมาทางเขา ควันสีเทาถูกพ่นออกมาจากริมฝีปาก กลิ่นลอยโชยมาจนต้องยกมือขึ้นปิดจมูกไว้ เสียงเท้าเริ่มสาวเข้ามาใกล้ก่อนจะหยุดยืนอยู่ตรงหน้า นัยน์ตาเหลือบมองนับตั้งแต่ปลายเส้นผมจรดปลายเท้า

 

               “แกมีเรื่องจะพูดแค่นี้ใช่มั้ย?” ไม่อยากจะต่อปากต่อคำให้มาก..และไม่อยากจะอยู่ให้นานกว่านี้..

ทุกครั้งที่ได้ยินเสียง..และเห็นใบหน้าของมัน..ต้องใช้ความพยายามมากทีเดียวที่จะต้องห้ามไม่ให้ตัวเองระเบิดอารมณ์ความเกลียดแค้นออกมา

 

               “ถ้าแค่ ‘พูด’ ล่ะก็ใช่...” โน้มลงเข้าใกล้ข้างใบหู..เปลี่ยนมาเป็นเสียงที่ชวนให้สะอิดสะเอียน.. อยากจะคว้าคอมันไว้แล้วจับกระชากลิ้นมันให้หลุดเสียเดี๋ยวนี้...

มือหยาบกร้านวางแปะลงบนปกเสื้อไล่ลากลงมาก่อนจะกระตุกชายเสื้อให้หลุดออกจากกางเกง ดวงตาช้อนจ้องมองใบหน้าที่เริ่มเก็บซ่อนความรู้สึกไม่อยู่

 

ถึงจะอย่างนั้นแล้ว..

 

               “สีหน้าแสดงออกว่ารังเกียจขนาดนี้... ก็รู้อยู่นี่..ว่ามันน่าหลงใหลสำหรับผม..” เอื้อมลูบลงที่เส้นผมเงินซอยสั้น

ได้แต่กำหมัดแน่นอยู่นิ่งไม่ขยับ..

 

               “รู้สินะ..ถ้าขัดขืนจะเป็นยังไง..” เล็บจิกลงแรงก่อนจะเหวี่ยงร่างให้กระแทกเข้ากับขอบโต๊ะไม้

 

สาบานไว้แล้ว.. 

 

               “อั่ก..!” ความเจ็บที่พุ่งใส่เต็มที่หน้าท้องทำให้จุกจนต้องร้องออกมา ฟันคมกัดไว้แน่นกลั้นคำก่นด่าที่อาจเผลอหลุดออกไป รู้สึกถึงแรงฉีกลงบนผ้าที่เป็นทางยาวขึ้นมาจนถึงสะบักที่ด้านหลัง ก่อนฝ่ามือกร้านหยาบจะลูบไล้ลงที่แผ่นหลังอย่างช้าๆ

 

สัมผัสนี้มีแต่ความน่าสะอิดสะเอียน...

นับสิบครั้งที่รู้สึกเช่นนี้..และยิ่งขยะแขยงมากขึ้นเรื่อยๆ

 

จะยังไงก็ช่าง.. 

 

หัวถูกจับกดให้คางแนบราบไปกับพื้นโต๊ะ ปลายนิ้วซึ่งคีบมวนบุหรี่อยู่ขยับควงให้เปลวควันไหววูบผ่านสายตาที่เหลือบมองก่อนจะค่อยๆเลื่อนลดลงมาที่ด้านหลัง...

 

               “!!!” คุโรซากิสะดุ้งก่อนจะหลุดสบถคำด่าออกมาเสียงดังลั่น ความร้อนของก้นบุหรี่ที่ยังไม่มอดไฟถูกกดลงบนผิวจนเป็นรอยไหม้แดงชัดอยู่ที่กลางหลัง เศษขี้เฒ่าสีดำถูกลมอุ่นจากปากเป่าให้ปลิวไป นิ้วสากลากไปตามรอยแดงคล้ายจะปลอบโยน.. ก่อนที่อีกมือจะกดซำลงมาอีกรอบ

แสบ..ไม่แตกต่าง.. พยายามกลั้นเสียงแต่ความแสบร้อนนี้ไม่หยุดอยู่แค่นั้น..

 

               “อึก....” จิกปลายเล็บลงบนแขนตัวตัวเองก่อนจะฟุบใบหน้าลงไปกับโต๊ะ.. ซ่อนขอบตาที่ล้นเอ่อด้วยน้ำใสไม่ให้เห็น ความร้อนยังคงซ้ำลงบนแผ่นหลังราวกำลังตั้งใจจะเผาให้ร่างไหม้

 

ทิ้งให้แผลที่เลือดซิบจนแห้ง.. มวนบุหรี่ถูกโยนทิ้งไว้ที่พื้นก่อนจะถูกรองเท้าขยี้ให้ดับ พักหายใจได้เพียงนาทีแรงกระตุกสายเข็มขัดก็ทำให้รับรู้ถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดถัดไปจากนี้...

 

 

สักวัน..จะต้องลากแกไปลงนรกพร้อมกัน!!

 

 

-TBC. -



ถึงจะเป็นคู่ที่คนไม่ค่อยชิพก็เถอะนะ...
แต่ก็ชอบรองจากคู่เมนตัวเองเลยล่ะ.. ฮือออ..
 
 

อ้อ ซีรี่ส์ JT นี้โคกับคนอื่นด้วยนะ!

Feel Good to be Bad [RenMasa] 
 
 
ต้องห้ามดอง..ห้ามดอง *บอกตัวเอง*
 
- โอนิ

Comment

Comment:

Tweet

สนุกอ่ะ มาต่อไวะน๊าาาา OUO open-mounthed smile big smile confused smile confused smile

#1 By PLAI on 2014-04-25 22:32